ก.ล.ต. เตรียมออกกฎคุมเข้ม! จับตาผลกระทบตลาดคริปโตไทย
กรุงเทพฯ — สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ว่าเตรียมออกร่างมาตรการกำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับเข้มงวด เพื่อควบคุมความเสี่ยงและเพิ่มการคุ้มครองผู้ลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีของไทย
ในการประชุมหารือที่สำนักงานก.ล.ต. สำนักงานใหญ่ ผู้บริหารก.ล.ต. นำเสนอสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมมาตรการด้านการกำกับดูแลตลาด การออกและเสนอขายโทเคน (ICO/IEO), ข้อกำหนดด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินของลูกค้า รวมถึงบทบัญญัติการตรวจสอบและบทลงโทษที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยมีผู้แทนจากผู้ประกอบการชั้นนำเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น รวมถึงตัวแทนจากผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนคริปโตในประเทศ
สาระสำคัญของร่างกฎหมายที่นำเสนอ ได้แก่:
- ข้อกำหนดด้านทุนขั้นต่ำสำหรับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโต (ข้อบังคับด้านสภาพคล่องและทุนสำรอง)
- มาตรการ KYC/AML ที่เข้มงวดขึ้นและการยืนยันตัวตนลูกค้าในระดับสูงสำหรับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง
- ข้อกำหนดการแยกทรัพย์สินลูกค้า (segregated custody) และการเก็บสินทรัพย์ใน cold wallets ที่ได้รับการรับรอง
- ข้อบังคับเกี่ยวกับการออกโทเคนและการระดมทุน (การกำกับดูแล ICO/IEO) รวมถึงการจำกัดการเสนอขายแบบไม่เปิดเผยข้อมูล
- การกำกับดูแลตลาดเชิงรุก เช่น ระบบเฝ้าระวังการซื้อขายโดยใช้เทคโนโลยีและการรายงานเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์
- บทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา เช่น ค่าปรับ การพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต และมาตรการเยียวยาผู้ลงทุน
นางสาวปรียานุช รัตนสุข (รองเลขาธิการ ก.ล.ต. — ชื่อสมมติ) กล่าวระหว่างการประชุมว่า ร่างมาตรการใหม่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของนวัตกรรมด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและการปกป้องผู้ลงทุน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรมเป็นเวลา 30 วันก่อนปรับปรุงร่างสุดท้าย
แหล่งข่าวจากฝั่งผู้ประกอบการระบุว่า การเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวทำให้ตลาดคริปโตในประเทศมีปฏิกิริยาทันที โดยราคาเหรียญที่มีการซื้อขายในประเทศปรับตัวลดลงราว 8–12% ในช่วงที่ข่าวเผยแพร่ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในสเตเบิลคอยน์และการถอนเงินเพื่อตรวจสอบสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ข้อกังวลหลักจากผู้ให้บริการคือต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนด้านกรอบเวลาการบังคับใช้
ผลกระทบต่อผู้เล่นหลักในตลาด: ตัวอย่างผลกระทบเชิงปฏิบัติได้แก่ การปรับกระบวนการ KYC/AML, การลงทุนในระบบ custody ใหม่, การทบทวนแผนการออกโทเคน และความเป็นไปได้ในการจำกัดผลิตภัณฑ์บางประเภท การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลให้มีการรวมตัวของผู้ให้บริการบางรายและการย้ายฐานธุรกิจไปยังต่างประเทศ หากต้นทุนการปฏิบัติตามสูงเกินไป
ก.ล.ต.ระบุขั้นตอนถัดไปว่า จะเปิดรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 30 วัน ก่อนนำความคิดเห็นมาปรับปรุงร่างกฎหมายและประกาศกรอบเวลาการบังคับใช้ที่ชัดเจน ซึ่งคาดการณ์จากผู้เข้าร่วมประชุมว่าอาจเริ่มบังคับใช้ได้ในไตรมาสแรกของปี 2569 หากกระบวนการราบรื่น
คำตอบสำหรับคำถามยอดนิยม — ก.ล.ต. กำกับดูแลอะไรบ้าง:
- การออกและเสนอขายตราสารทางการเงิน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายตลาดทุน
- การดำเนินงานของบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุน และผู้ให้บริการตลาดทุนอื่น ๆ
- การกำกับดูแลการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัลและการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง (ตามกรอบกฎหมายใหม่ที่เสนอ)
- การปกป้องสิทธิของผู้ลงทุนและการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่อาจเข้าข่ายทุจริตหรือปั่นราคา
สรุป: ก.ล.ต. กำลังผลักดันร่างมาตรการควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการคริปโตในประเทศในระยะสั้นและอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดในระยะยาว โดยมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรมก่อนนำร่างเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
บทความนี้จัดทำขึ้นสำหรับเผยแพร่บน crytocrazy.com และจะอัปเดตข้อมูลเมื่อมีประกาศทางการหรือรายละเอียดเพิ่มเติมจากก.ล.ต.
